ประวัติวรรณคดีสำคัญสมัยกรุงธนบุรี
 
บทละครเรื่องรามเกียรติ์ฉบับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

         บทละครเรื่องรามเกียรติ์ฉบับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระราชนิพนธ์เมื่อพ.ศ.๒๓๑๓ เพื่อใช้เล่นละครหลวงด้วย ในพ.ศ.๒๓๑๓ นี้พระองค์ทรงยกกองทัพไปปราบเจ้านครศรีธรรมราชจึงโปรดให้หัดละครหลวงขึ้น และทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์เพื่อใช้เล่นละครและใช้ในงานสมโภชต่างๆ
         ลักษณะการแต่ง ทรงพระราชนิพนธ์เป็นกลอนบทละคร และบอกชื่อเพลงหน้าพาทย์ไว้ด้วย ต้นฉบับบทละครเรื่องนี้เป็นสมุดไทยดำ ตัวหนังสือเป็นเส้นทอง มีจำนวน ๔ เล่มสมุดไทย

        เนื้อเรื่อง มี ๔ ตอน คือ
      ๑.ตอนพระมงกุฎประลองศร เนื้อเรื่องตอนนี้เป็นตอนท้ายของเรื่องรามเกียรติ์แต่ทงพระราชนิพนธ์ขึ้นก่อนตอนอื่นๆ เนื้อเรื่องมีว่า นางสีดามาอาศัยอยู่กับฤาษีวัชมฤคและประสูติพระมงกุฎ พระฤาษีได้ชุบพระลบเป็นเพื่อนกับพระมงกุฏและชุบศรให้เป็นอาวุธพระมงกุฏและพระลบได้ประลองศรยิงต้นรัง เสียงศรดังกึกก้องจนถึงกรุงอโยธยา พระรามได้ยินเสียงจึงประกอบพิธีอัศวเมธ โดยมีพระภรต พระสัตรุด และหนุมานคุมกองทัพตามม้าอุปการ พระมงกุฎจับม้าอุปการ จึงรบกับหนุมาน หนุมานเสียที พระภรตจึงเข้าช่วยและจับพระมงกุฎมาถวายพระราม พระลบตามไปช่วยได้และพากันหนี พระรามยกกองทัพออกติดตาม จึงรบกับพระมงกุฎ ภายหลังจึงทราบว่าเป็นพ่อลูกกัน
        ๒. ตอนหนุมานเกี้ยวนางวาริน เนื้อเรื่องตอนแรกขาดหายไป เริ่มแต่หนุมานพบนางวารินในถ้ำ นางวารินนั้นเป็นนางฟ้าถูกพระอิศวรสาปให้มาอยู่ในถ้ำ คอยพบหนุมานเพื่อบอกทางแก่หนุมานไปฆ่าวิรุณจำบัง แล้วจึงจะพ้นคำสาป เมื่อหนุมานพบนางวาริน นางไม่เชื่อว่าเป็นหนุมาน หนุมานจึงต้องหาวเป็นดาวเป็นเดือนให้ดู นางจึงเชื่อหนุมานเกี้ยวนางวารินและได้นางเป็นภรรยา ต่อมาหนุมานไปฆ่าวิรุณจำบังตามที่นางวารินบอก เมื่อฆ่าวิรุณจำบังแล้ว หนุมานจึงกลับมายังถ้ำ และส่งนางวารินกลับเขาไกรลาสตามที่ได้สัญญาไว้กับนาง
         ๓. ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ   เป็นตอนต่อจากหนุมานเกี้ยวนางวาริน ทศกัณฐ์ทราบว่าวิรุณจำบังตาย จึงทรงทูลเชิญท้าวมาลีวราชพระอัยกาผู้มีวาจาสิทธิ์มาว่าความท้าวมาลีวราชเสด็จมายังสนามรบ
ทศกัณฐ์เข้าเฝ้ากล่าวโทษพระราม ท้าวมาลีวราชจึงทรงตรัสสั่งให้พระรามและนางสีดาเข้าเฝ้าเพื่อไต่ถามความจริง นางสีดาทูลตามความเป็นจริงท้าวมาลีวราชจึงตรัสให้ทศกัณฐ์คืนนางสีดาแก่พระราม แต่
ทศกัณฐ์ไม่ยอม ท้าวมาลีวราชจึงทรงสาปแช่งทศกัณฐ์ และอวยพรให้แก่พระรามแล้วเสด็จกลับ
        ๔. ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด ตอนนี้เป็นตอนต่อจากท้าวมาลีวราชว่าความ เรื่องมีว่า ทศกัณฐ์มีความแค้นเทวดาที่เป็นพยานให้แก่พระราม จึงทำพิธีปลุกเสกหอกกบิลพัทที่เชิงเขาพระสุเมรุ และทำพิธีเผารูปเทวดา พระอิศวรจึงมีเทวบัญชาให้เทพบุตรพาลีมาทำลายพิธี ทศกัณฐ์พุ่งหอกกบิลพัทหมายสังหารพิเภก พิเภกหลบไปอนยู่หลังพระลักษณ์ พระลักษณ์ต้องหอกกบิลพัทสลบไป พิเภกทูลพระรามให้หายามาแก้ไขพร้อมแม่หินบดยาที่เมืองบาดาล และลูกหินบดยาที่ทศกัณฐ์หนุนนอน พระรามให้หนุมานไปหายาพร้อมแม่หินและลูกหิน หนุมานเข้าเมืองลงกาเพื่อไปนำลูกหินบดยามา และผูกผมทศกัณฐ์กับผมนางมณโฑไว้ด้วยกัน พระฤาษีโคบุตรต้องมาช่วยแก้ผมให้
        ตัวอย่าง
๑. ตอนหนุมานเกี้ยวนางวาริน
                  เจ้านี้ยศยิ่งยอดกัญญา       สาวสวรรค์ชั้นฟ้าไม่มีสอง
           อย่าแคลงพี่จะให้แจ้งน้อง        ขอต้องนิดหนึ่งนารี
          นี่แน่เมื่อพบอสุรา                     ยังกรุณาบ้างหรือสาวศรี
          หรือเจ้ากลัวมันราวี                  จูบทีพี่จะแผลงฤทธา
๒. ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด
         ทศกัณฐ์สนทนากับนางมณโฑจะเผารูปเทวดา
                  ฝ่ายพี่จะปั้นรูปเทวดา       บูชาเสียให้มันม้วยไหม้
         ครั้นถ้วนคำรบสามวันไซร้          เทวัญจะบรรลัยด้วยฤทธา
         ไม่ยากลำบากที่ปราบ                 ราบรื่นมิพักไปเข่นฆ่า
         พี่ไม่ให้ม้วยแต่นางฟ้า               จะพามาไว้ในธานี
       ฤาษีโคตบุครสอนทศกัณฐ์ แสดงภูมิธรรมชั้นสูงของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
                  อันได้เนกขัมประหารแล้ว    คือแก้ววิเชียรไม่มีค่า
         ทั้งฤทธิ์และจิตวิชชา                    อีกกุพนามโนมัย
         กอปรไปด้วนโสตประสาทญาณ    การชาติหน้าหลังระลึกได้
         ถึงนั่นแล้วอันจะบรรลัย                 ไม่มีกะตัวถ่ายเดียว
         สำนวนโวหาร ใช้ถ้อยคำพื้นๆ และเหมาะสมกับท้องเรื่อง ทรงถือเนื้อความเป็นสำคัญ กระบวนกลอนจึงฟังไม่ราบรื่นนัก แต่มีลักษณะขึงขัง การดำเนินเรื่องรวดเร็ว บางตอนสอดแทรกอารมณ์ขันไว้ เช่น ตอนหนุมานเกี้ยวนางวาริน ตอนทศกัณฐ์สนทนากับนางมณโฑถึงเรื่องเผารูปเทวดา นอกจากนั้นตอนพระฤาษีโคตบุตรสอนทศกัณฐ์ก็ยังแสดงภูมิธรรมอันลึกซึ้งไว้ด้วย
       คุณค่าของหนังสือ เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงฟื้นฟูวรรณคดีในรัชสมัยของพระองค์ และแสดงให้เห็นถึงการเอาพระทัยใส่ในการละครอีกด้วย บทละครที่ทรงคัดเลือกมาทรงพระราชนิพนธ์ก็เป็นตอนที่มีคุณธรรม ปลุกปลอบให้ประชาชนมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น
ดั่งเช่นตอนพระมงกุฎประลองศร เมื่อพระรามกับพระมงกุฎเข้าใจกันแล้วก็ทำให้เกิดความสงบสุข บางตอนก็สอดแทรกคำสอนทางพระพุทธศาสนาไว้ เช่น พระฤาษีโคตบุตรสอนทศกัณฐ์ให้มีศีลและมีหิริโอตตัปปะ เป็นต้น
       อิทธิพลของเรื่องรามเกียรติ์ที่มีต่อสังคมและวัฒนธรรมไทย
รามเกียรติ์เป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมสูงในหมู่คนไทย เพราะเนื้อเรื่องมีความสนุกสนาน ประกอบด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์และสอดแทรกคุณธรรมไว้ อีกทั้งอุปนิสัยของตัวละครก็สอดคล้องกับวัฒนธรรมของไทย เช่น นางสีดาเป็นแบบแผนของหญิงที่มีความชื่อสัตย์ต่อสามี พระรามเป็นแบบแผนของลูกที่ดี เป็นต้น รามเกียรติ์จึงมีอิทธิพลต่อสังคมไทยหลายประการดังนี้ คือ
         ๑. ด้านภาษาและวรรณคดี ีมีสำนวนที่มาจากเรื่องรามเกียรติ์หลายสำนวน เช่น ลูกทรพี เหาะเกินลงกา สิบแปดมงกุฎ ราพณาสูร ตกที่นั่งพิเภก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผู้นิยมแต่งรามเกียรติ์ ทำให้เกิดรามเกียรติ์หลายสำนวน
         ๒. ด้านศิลปกรรม รามเกีรติ์ก่อให้เกิดแรงดลใจให้จิตรกรนำเรื่องราวไปวาดภาพตามฝาผนังโบสถ์ วิหาร เช่นเดียวกับเรื่องชาดกนอกจากนั้นยังมีการแกะสลัก การปั้นตัวละครต่างๆ ในเรื่องรามเกียรติ์ เพื่อใช้ประดับในที่ต่างๆ
        ๓. ด้านนาฏศิลป์ เรื่องนี้นิยมนำมาแสดงโขน ละคร หนังใหญ่ จึงนับว่ามีอิทธิพลต่อนาฏกรรมไม่ใช่น้อย
         ๔. ด้านประเพณี รามเกียรติ์ให้ความรู้เกี่ยวกับด้านประเพณีต่างๆโดยเฉพาะพระราชพิธี เช่น พระราชพิธีวิวามงคล พระราชพิธีราชาภิเษก พิธีปล่อยม้าอุปการ การยกทัพ เป็นต้น
         ๕. ด้านความเชื่อ พระรามเป็นพระนารายณ์อวตาร ฉะนั้น พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ จะใช้พระนามของพระรามเพื่อความเป็นสิริวัสดิมงคล เช่น พระรามาธิบดี พระราเมศวร เป็นต้น
         นอกจากนั้น เรื่องรามเกียรติ์มีอิทธิพลในด้านโหราศาสตร์ และการใช้ชื่อในรามเกียรติ์เป็นชื่อของสถานที่ ชื่ออาหาร เป็นต้น  เช่น ถนนพระราม ๔ (ชื่อสถานที่) พระรามลงสรง(ชื่ออาหาร)  รามเกียรติ์จึงมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยมิใช่น้อย

ลิลิตเพชรมงกุฎ

          สันนิษฐานว่าหลวงสรวิชิต (หน) แต่งลิลิตเพชรมงกุฎก่อนเรื่องอิเหนาคำฉันท์โดยนำนิทานสันสกฤต เรื่อง เวตาลปัญจวีสติ ของศิวทาส มาแต่งเป็นลิลิต ดังร่ายเริ่มต้นในบทแรกว่า "ข้อยข้าจะนิพนธ์ลิลิต โดยตำนานนิตย์บูรำในปักระณำเวตาล และนิทานเป็นประถม" หลวงสรวิชิต (หน) แต่งลิลิตเพชรมงกุฎเพื่อถวายพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงปรากฎข้อความในโคลงบทสุดท้ายว่า "ถวายแก่ราชบุตร อิศเรศร"
       ลักษณะการแต่ง แต่งเป็นลิลิตสุภาพ
         เนื้อเรื่อง เริ่มต้นนมัสการพระอิศวรแลัพระมหากษัตริย์และบอกที่มาของเรื่องว่านำมาจากนิทานเวตาล แล้วจึงดำเนินเรื่องว่าพระวิกรมาทิตย์เสด็จประพาสป่าเพื่อจับเวตาลเวตาลจึงเล่านิทานปริศนาถวายพระนิกรมาทิตย์ คือ นิทานเรื่องเพชรมงกุฎว่า พระเพชรมงกุฎเป็นโอรสท้าวรัตนานฤเบศรและนางประภาพักตร์แห่งเมืองศรีบุรี ครั้งหนึ่งพระเพชรมงกุฎเสด็จออกประพาสป่ากับพุฒศรีพี่เลี้ยง และตามกวางเผือกเข้าไปในป่าลึกจนหลงทางพระบิดาทรงออกติดตามแต่ไม่พบ พระเพชรมงกุฎเสด็จหลงทางเข้าไปในเมืองของท้าวกรุงกรรณและทรงพบนางประทุมวดีพระธิดาท้าวกรุงกรรณในสวน ต่างก็พอพระทัยซึ่งกันและกัน พระเพชรมงกุฎจึงเสด็จลอบเข้าไปในปราสาทของนาวประทุมวดี และทรงได้นางเป็นชายา พุฒศรีพี่เลี้ยงจึงแนะอุบายให้พระเพชรมงกุฎพานางประทุมวดีกลับเมืองโดยพุฒศรีปลอมตัวเป็นดาบสเข้าเฝ้าท้าวกรุงกรรณ และทูลว่านางประทุมวดีเป็นนางยักษิณีลอบกินซากอสุภในป่าช้า และดาบสได้สร้อยสังวาลมาเป็นหลักฐานและสร้อยสังวาลนี้ เพราะเพชรมงกุฎทรงลอบเปลื้องมาจากนางประทุมวดีขณะบรรทมหลับ ท้าวกรุงกรรณตรัสสั่งให้นางประทุมวดีเข้าเฝ้า เมื่อไม่เห็นสร้อยสังวาลจึงทรงขับไล่ออกจากวังพระเพชรมงกุฎ จึงทรงรับนางไปสู่เมืองของตน และมีพระราชสาสน์ถึงท้าวกรุงกรรณเพื่อขอทำไมตรีด้วย ท้าวกรุงกรรณทรงทราบว่าถูกกลอุบาย จึงเสียพระทัยจนถึงแก่สิ้นพระชนม์
เมื่อเวตาลเล่าเรื่องจบ จึงทูลถามพระวิกรมาทิตย์ว่า การที่ท้าวกรุงกรรณสิ้นพระชนม์บาปจะได้แก่ผู้ใด ท้าววิกรมาทิตย์จึงตรัสตอบว่า บาปนั้นได้แก่ท้าวกรุงกรรณเอง
       ตัวอย่าง
ความรักของบิดามารดาที่มีต่อลูก
ท้าวรัตนานฤเบศรทรงคร่ำครวญถึงพระเพชรมงกุฎซึ่งหลงทาง
                   บาปเพรงกาลก่อไว้       เวียนผลาญ
          จึงวิบัติบันดาล                      ดั่งนี้
          แสนทุกข์ทุ่มอกปาน              เมรุทับ ทรวงนา
          ถึงกำหนดกรรมกี้                  เสน่ห์นั้นฤาแคลน
คติธรรม
พุฒศรีเตือนพระเพชรมงกุฎ
                   พระเอยยามยากกลั้น     กระหาย
         เสพย์สิ่งใดอย่าหมาย              อิ่มท้อง
         รสใดจะหลงหลาย                  ดุจรส  ราคนา
         พ่ออย่าหลงเลศต้อง                วุ่นวายภายหลัง
       สำนวนโวหาร เป็นกวีนิพนธ์ที่มีสำนวนโวหารไพเราะ
       คุณค่าของหนังสือ เป็นวรรณคดีประเภทลิลิตที่แต่งได้ดี มีท้วงทำนองคล้ายลิลิตพระลอแม้ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเท่าลิลิตพระลอแต่ก็นับว่าเป็นวรรณคดีที่มีความงดงามอยู่มิใช่น้อย หนังสือเล่มนี้ยังให้คุณค่าแก่ผู้อ่าน แสดงถึงความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ดังจะเห็นได้จากตอนที่พระมงกุฎทูลลาประพาสป่าและตอนพระเพชรมงกุฎหลงป่า นอกจากนั้นพระมารดาของนางประทุมวดีแสดงความรักต่อลูกเมื่อนางประทุมวดีถูกขับไล่ออกจากวัง แสดงถึงความสัมพันธ์ของพ่อแม่ที่มีต่อลูกได้สำคัญอย่างดียิ่ง และยังแสดงถึงความเชื่อในกฎแห่งกรรมตามหลักพุทธศาสนาอีกด้วย ดังตัวอย่างโคลงข้างต้น

อิเหนาคำฉันท์

          หลวงสรวิชิต(หน) แต่งอิเหนาคำฉันท์ โดยบอกไว้ในตอนท้ายของเรื่องว่าแต่งเสร็จเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีกุน พ.ศ.๒๓๒๒ เป็นปีที่ ๑๒ แห่งรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หนังสือเล่มนี้หอสมุดแห่งชาติได้จัดพิมพ์เป็นครั้งแรกในหนังสือวชิรญาณสมัย รัชกาลที่ ๕ ต่อมากองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ได้ตรวจสอบและชำระอิเหนาคำฉันท์จนเสร็จบริบูรณ์ หลวงสรวิชิต(หน) แต่งอิเหนาคำฉันท์สามารถในการแต่งคำฉันท์ และเพื่อรักษาเรื่องอิเหนามิให้สูญหายไป
       ลักษณะการแต่ง แต่งเป็นคำฉันท์ปนกาพย์
       เนื้อเรื่อง ตัดตอนมาจากเรื่องอิเหนา เริ่มตั้งแต่ตอนอิเหนาเผาเมืองดาหา ปลอมเป็นจรกาลักพานางบุษบาไปไว้ในถ้ำจนถึงกลับไปแก้สงสัย ระหว่างทางพบจรกา จึงทำทีคร่ำครวญสงสารนางบุษบา

       ตัวอย่าง
ชมธรรมชาติ
                     น้ำนั้นแลดั้นพุ                ชลุขึ้นบนสาณู
         ฉาดฉาดเป็นฝอยฟู                    ดุจสายพิรุณปลาย
                     สร้านเซ็นกระเด็นต้อง    ละอองบุปผะกำจาย
         สาโรชรำเพยผาย                      รสฟุ้งชะโลธาร์
                     ชลใสแลไหลเชี่ยว          ชำเราะเลี้ยวกระทั่งผา
         โดดโดนกระโจนมา                    กระทบทุ่มวิมลฟอง
อิเหนากล่อมบุษบา
                    อ้าแม่นิทราเถอะนะจะกล่อม       วิมลพัตรอัปสร
          ขวัญแม่อย่าเขจรจงนอน                      รมเยศหฤทัย
                    อ้าแม่อย่าหวังแก่ชนกา               ชนนี ณ กรุงไกร
          อ้าแม่อย่างหวังแก่นุชใน                      นคเรศเรือนทอง
                    อ้าแม่อย่าหวังแก่มะเดหวี           บริพารทั้งผอง
         อ้าแม่อย่าหวังสมบัตินอง                       แลนิเวศนมณเฑียร
       สำนวนโวหาร มีความไพเราะในเชิงพรรณนาเป็นอย่างยิ่ง สำนวนโวหารคมคายมีสัมผัสอักษรทำให้เกิดความไพเราะ การใช้คำในเชิงบรรยายดี
       คุณค่าของหนังสือ แต่งขึ้นเพื่อรักษาเรื่องอิเหนามิให้สูญหาย เนื่องจากบทละครเรื่องอิเหนาสมัยกรุงศรีอยุธยาสูญหายไป และหนังสือเล่มนี้มีความไพเราะมากเล่มหนึ่งในกระบวนฉันท์ ในด้านสังคม หนังสือเล่มนี้ยังได้แสดงให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยโดยทั่วไปอีกด้วย

โคลงยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

          สมัยกรุงธนบุรีมีวรรณคดีประเภทเฉลิมพระเกียรติเพียงเรื่องเดียว คือ โคลงยอพระเกีรติสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี นายสวนมหาดเล็กแต่งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๔ นับเป็นปีที่ ๔ แห่งกรุงธนบุรีโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนองพระเดชพระคุณและเชิดชูเกีรติคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
       ลักษณะการแต่ง แต่งเป็นโคลงสี่สุภาพ มีทั้งหมด ๘๕ บท
เนื้อเรื่อง ไม่มีบทไหว้ครู เริ่มต้นบอกชื่อผู้แต่ง ระยะเวลาที่แต่ง จุดมุ่งหมายของการแต่ง จากนั้นจึงเริ่มพรรณนาสภาพบ้านเมือง ชมปราสาทราชวัง โรงช้าง โรงม้า โรงอาวุธ ท้องพระคลัง ความสมบูรณ์พูนสุขของประชาชน เหตุการณ์บ้านเมือง การสมโภชระนครและสดุดีวิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
       ตัวอย่าง
การพระราชทานข้าวปลาอาหารแก่ราษฎรที่อดอยากจากภัยสงคราม

                  พระมามอบชีพช้อน            ชีพิต
         อวยโภชนทานอุทิศ                      ทั่วได้
         อเนกบริจาคนิตย์                          สนองศาส-นานา
         ธรณิศหวาดไหวไหว้                    เชิดชี้ชมผล

ความสมบูรณ์พูนสุขของอาณาประชาราษฎร์

                   มีนรนาริศเรื้อง           รบำขำ
         วรรูปสุนทรารำ                     เรื่อยร้อง
         ชูเฉลิมราชฐานบำ-                เรอราช
         เป็นที่สุขเกษมสร้อง              พรั่งพริ้งเพราไสว

สดุดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
                   พระเดียวบุญลาภเลี้ยง       ประชากร
         เป็นปิตุรมารดร                           ทั่วหล้า
         เป็นเจ้าคุณและครูสอน                 สั่งโลก
         เป็นสุขทุกถ้วนหน้า                     นิกรทั้งหญิงชาย

ขอพรพระสงฆ์ให้คุ้มครองสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
                  ขอพรพระพุทธบุตรผู้         พุทธพงศ์
         เธอที่สุทธศีลทรง                         ถ่องถ้วน
         ให้พระบริบาลคง                         ธรณิศ ยืนนา
         ไหลหลั่งโภคแหล่ล้วน                  สู่ไท้นิจกาล
         สำนวนโวหาร ไม่ค่อยมีศัพท์ยาก ทำให้อ่านเข้าใจง่าย การบรรยายละเอียด
       คุณค่าของหนังสือ เป็นเสมือนประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารสมัยนั้น เพราะมีลักษณะเป็นเชิงบันทึกเหตุการณ์ จึงเป็นประโยชน์ในการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ และช่วยทำให้รู้สถานที่ต่างๆ ในสมัยกรุงธนบุรี เช่น ปราสาทราชวัง โรงช้าง โรงม้า ฯลฯ คุณค่าทางด้านวรรณคดีนั้น นับว่ามีความไพเราะพอสมควร และการแต่งวรรณคดีเรื่องนี้ไม่มีบทไหว้ครู ดังเช่นวรรณคดีเรื่องอื่นๆ จึงเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่แต่งแปลกจากแบบแผนของวรรณคดีไทย นอกจากนี้ ยังแสดงว่าพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันคู่บ้านคู่เมืองพร้อมทั้งแสดงพระราชจริยวัตรของพระมหากษัตริย์ด้วย

 

กฤษณาสอนน้องคำฉันท์

          สันนิษฐานว่าพระยาราชสุภาวดีและพระภิกษุอินท์แต่งกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ระหว่างที่พระยาราชสุภาวดีไปรับราชการที่เมืองนครศรีธรรมราช พราะยาราชสุภาวดีแต่งก่อนในตอนต้นแล้วอาราธนาพระภิกษุอินท์แต่งต่อตอนท้าย กฤษณาสอนน้องคำฉันท์มีจุดมุ่งหมายเพื่อนสอนกุลสตรีในสมัยนั้น มีเค้าโคลงเรื่องมาจากมหาภารตะของอินเดียเป็นเรื่องที่แต่งมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่ต้นฉบับคงจะสูญหายไป พระยาราชสุภาวดี และพระภิกษุอินท์จึงแต่งขึ้นใหม่ ดังกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า
                      นางกฤษณานารถ       ก็มีเรื่องบริบูรณ์
          สมุดเดิมก็เศร้าสูญ                 สลายลบบเป็นผล
        ลักษณะการแต่ง แต่งเป็นคำฉันท์ ส่วนใหญ่เป็นกาพย์ฉบังและกาพย์สุรางคนางค์
          เนื้อเรื่อง ท้าวพรหมทัตแห่งกรุงพาราณสีมีพระธิดา ๒ องค์คือ นางกฤษณาและนางจิรประภา เมื่อพระบิดาจัดพิธีสยุมพร นางกฤษณามีพระภัสดา ๕ พระองค์ และนางสามารถรับใช้ปรนนิบัติพระภัสดาได้ดี พระภัสดาต่างก็รักนาง ส่วนนางจิรประภามีภัสดาองค์เดียวแต่ทำหน้าที่บกพร่อง นางจิรประภาเข้าใจว่านางกฤษณามีเวทมนต์สามารถผูกใจชายจึงมาขอเรียนบ้าง นางกฤษณาชี้แจงว่าการที่สามีรักใคร่มิใช่มีเวทมนต์ผูกใจชาย แต่อยู่ที่การเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี รู้จักหน้าที่ของภรรยา อยู่ในโอวาทของสามี นางจิรประภาจึงนำคำสอนของนางกฤษณาไปปฏิบัติ
       ตัวอย่าง
ความสัตย์และการมีกิริยาอัชฌาสัย
                    ความสัตย์เป็นศักดิ์เสนา           อัชฌากิริยา
         เป็นสุขสวัสดิวรกาย

พระคุณของบิดามารดาต่อบุตร
                    หนึ่งโสดคุณปิตุมารดา          เกิดเกล้าเรามา
         ประเสริฐยิ่งภพไตรย
                    คุ้มครองป้องกันโพยภัย         แต่เยาวเท่าใหญ่
         พระคุณก็สุดแสนทวี

สัตว์ตายเหลือเขาหนังคนตายเหลือความดีความชั่ว
                    คชสารแม้ม้วยมีงา           โคกระบือมรณา
         เขาหนังก็เป็นสำคัญ
                    บุคคลถึงกาลอาสัญ           สูญสิ้นสารพัน
         คงแต่ความชั่วกับดี
       สำนวนโวหาร ถ้อยคำเป็นคำพื้นๆ จึงอ่านเข้าใจได้ง่าย
         คุณค่าของหนังสือ
         ๑. ด้านวรรณคดี หนังสือเรื่องนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์ขึ้นอีกสำนวนหนึ่งภายหลัง มีใจความคล้ายกัน
       ๒.ด้านสังคม หนังสือกฤษณาสอนน้องคำฉันท์เป็นวรรณคดีประเภทสอนใจเช่นเดียวกับสุภาษิต และเป็นเรื่องแสดงให้เห็นวัฒนธรรมของไทยที่สอนความประพฤติของสตรีและหน้าที่ของภรรยาที่ดี หนังสือเล่มนี้นับว่ามีอิทธิพลต่างความคิดของคนไทยมาก

 

นิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีน

นิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า นิราศกวางตุ้ง พระยามหานุภาพแต่งขึ้นเพื่อบันทึกเรื่องราวการเดินทางไปเพื่อเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้ากรุงจีนเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๓ ซึ่งเป็นปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และยังเป็นการยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชด้วย นิราศเรื่องนี้หอพระสมุดวชิรญาณได้ชำระและจัดพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๒
ลักษณะการแต่ง แต่งเป็นกลอนนิราศ มีความยาว ๓๗๒ คำกลอน
เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น ๔ ตอน คือ ตอนที่ ๑ กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการแต่งนิราศ ชมการจัดขบวนเรือคณะทูต เครื่องราชบรรณาการ พระราชสาสน์ ความอาลัยบ้านเมือง ตอนที่ ๒ กล่าวถึงการเดินทางผ่านที่สำคัญต่างๆ จากปากน้ำ ผ่านเขาสามยอด เมืองพุทไธมาส เมืองญวน จนถึงเกาะหมาเก๊า เป็นเวลา ๓๓ วัน ตอนที่ ๓ กล่าวชมเมืองกวางตุ้งและประเพณีของจีน ตอนที่ ๔ เป็นการเดินทางกลับและยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นิราศเรื่องนี้เป็นเพียงการบันทึกเหตุการณ์ ไม่มีการคร่ำครวญถึงคนรัก ผิดกับนิราศเรื่องอื่น
ตัวอย่าง
ชมกำแพงเมืองกวางตุ้ง
พิศภูมิสถานที่นัคเรศ เป็นขอบเขตอยู่แนวเนินผา
มีกำแพงสามชั้นกั้นนัครา ล้วนศิลาแลงปรับประดับดี
อันหอรบนางเรียงที่เรียงเรียบ ไว้ระเบียบป้องกันบุรีศรี
มีป้อมขวางอยู่กลางชลธี วารีแล่นรอบเป็นขอบขัน

ชมบ้านเมือง
อันร้านรายขายของทั้งสองฟาก ประหลาดหลากล้วนทำด้วยฉำฉา
ประจงเจียนเขียนวาดแล้วชาดทา ที่ตั้งหน้าตรงร้านกระดานทอง
เป็นวิสัยลูกค้าบรรดาขาย จารึกรายไว้ให้ดูรู้ของ
ที่กระถางธูปเทียนนั้นเขียนทอง ทั้งเตียงรองหลั่นลดนั้นรจนา
อันเครื่องร้านที่สำหรับประดับของ ล้วนแก้วแหวนเงินทองนั้นหนักหนา
แพรพรรณสรรพสิ่งละลานตา ทั้งเสื้อผ้ามุ้งม่านตระการใจ
ทั้งถ้วยโถโอจานแลจันอับ จะคณนานามนับไปเป็นไหนไหน
บ้างหาบคอนร่อนขายอุบายไป บ้างเคาะไม้แทนปากก็มากมาย

ประเพณีการห่อเท้าของผู้หญิงจีน
อันชมสาวที่ชาวสถลมาศ ไม่อุจาดเหมือนจีนประจำท่า
อันรูปทรงสรรเสริญจำเริญตา ครั้นพิศเบื้องบาทาก็เสียดาย
เอาผ้าคาดขึงเหนี่ยวจนเรียวรัด พาวิบัติอินทรีย์ให้มีสลาย
จะดำเนินมิใคร่ตรงพอทรงกาย ย่อมใช้ชายขายค้ามาให้กิน
สำนวนโวหาร สำนวนกลอนเรียบๆ ใช้ถ้อยคำง่ายๆ บทบรรยายและบทพรรณนาละเอียดและเด่นชัด มีสัมผัสอักษรอย่างกลอนสมัยกรุงศรีอยุธยา แม้ว่าความไพเราะจะไม่เท่ากลอนของสุนทรภู่ แต่ก็สมควรยกย่องพระยามหานุภาพว่าเป็นกวีเขียนนิราศได้ไพเราะคนหนึ่ง
คุณค่าของหนังสือ ในด้านประวัติศาสตร์นิราศเรื่องนี้เป็นวรรณคดีที่มีคุณค่าในการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ในการเดินทางเพื่อเจริญพระราชไมตรี ตลอดจนการบันทึกเกี่ยวกับการทูตสมัยโบราณ โดยพรรณนาการเดินทางได้อย่างละเอียด ในด้านวรรณคดีพระยามหานุภาพเป็นผู้ริเริ่มการบันทึกเหตุการณ์ และเป็นนิราศที่ใช้ฉากต่างประเทศเป็นเรื่องแรกในวรรณคดีไทย ในด้านสังคม นิราศเรื่องนี้ให้เห็นสภาพของบ้านเมืองของจีนและวัฒนธรรมของจีน ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของคนจีนสมัยนั้น